การกลับมาดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านพร้อมสายสวนปัสสาวะ มักมีรายละเอียดที่ญาติต้องเรียนรู้เพิ่ม ทั้งตำแหน่งวางถุง การเทปัสสาวะ และการสังเกตว่าสายยังระบายได้ตามปกติหรือไม่ Sabaipers จึงรวบรวมเรื่องที่ผู้ดูแลควรรู้เกี่ยวกับถุงฉี่ผู้ป่วยไว้ในบทเดียว โดยเน้นขั้นตอนที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน และแยกให้ชัดว่าเรื่องไหนผู้ดูแลทำเองได้ เรื่องไหนควรให้พยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์จัดการ
ถุงฉี่ผู้ป่วย คืออะไร?
ถุงฉี่ผู้ป่วย หรือ Urine Bag / Urinary Drainage Bag คือถุงสำหรับรองรับปัสสาวะที่ระบายผ่านสายสวนหรือระบบระบายปัสสาวะมายังภายนอกร่างกาย ถุงจะมีสายต่อจากระบบระบายและมีวาล์วหรือจุกบริเวณด้านล่างสำหรับเทปัสสาวะออก
จุดสำคัญคือ ถุงปัสสาวะไม่ใช่สายสวนปัสสาวะ
สายสวนเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ระบายปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ ส่วนถุงเป็นภาชนะที่รองรับปัสสาวะหลังจากไหลผ่านสายออกมาแล้ว ถุงระบายปัสสาวะใช้ร่วมกับสายสวนในผู้ที่มีความจำเป็น เช่น ปัสสาวะคั่ง หลังผ่าตัด หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ต้องใช้สายสวน
ถ้าต้องการดูภาพรวมว่า ผู้ป่วยติดเตียงมีอุปกรณ์ช่วยเรื่องการปัสสาวะแบบใดบ้าง สามารถอ่านต่อที่ ที่ฉี่สำหรับผู้ป่วยติดเตียงมีแบบไหนบ้าง ซึ่งเป็นอีกหัวข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดูแลการขับถ่ายของผู้ป่วย
ถุงปัสสาวะผู้ป่วยมีแบบไหนบ้าง
โดยทั่วไปผู้ดูแลมักเจอ 2 ลักษณะหลัก คือถุงขนาดเล็กที่ติดกับขา และถุงขนาดใหญ่สำหรับวางข้างเตียง
1. Leg Bag สำหรับผู้ที่ยังเคลื่อนไหวได้
เป็นถุงขนาดเล็กที่สามารถยึดกับต้นขาหรือน่อง เหมาะกับผู้ที่ยังสามารถเดินหรือนั่งรถเข็นได้ ช่วยให้ไม่ต้องถือถุงปัสสาวะตลอดเวลา
ถุงชนิดนี้ควรอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ เพื่อช่วยให้ปัสสาวะไหลลงถุงและลดโอกาสไหลย้อนกลับ
2. Bedside Drainage Bag สำหรับผู้ป่วยติดเตียง
เป็น ถุงปัสสาวะผู้ป่วยติดเตียง ที่มีความจุมากกว่า มักแขวนไว้ด้านข้างเตียง เหมาะกับผู้ที่นอนพักเป็นเวลานานหรือต้องใช้ในช่วงกลางคืน
แม้ถุงจะอยู่ใกล้เตียง แต่ไม่ควรวางกับพื้น และควรให้อยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะตลอดเวลา CDC แนะนำหลักเดียวกันสำหรับระบบระบายปัสสาวะแบบสายสวน
วิธีใช้ถุงฉี่ผู้ป่วยให้ปัสสาวะไหลได้ดี
ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องจับสายหรือขยับถุงตลอดเวลา สิ่งที่ควรทำคือจัดระบบให้ปัสสาวะสามารถไหลลงตามแรงโน้มถ่วงได้โดยไม่มีอะไรขวาง
1. แขวนถุงต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะไว้ก่อน
ตำแหน่งของถุงเป็นเรื่องแรกที่ Sabaipers อยากให้ผู้ดูแลเช็ก เพราะต่อให้สายสวนและถุงไม่มีปัญหา แต่ถ้าวางถุงสูงเกินไปหรือปล่อยไว้บนเตียง การระบายปัสสาวะก็อาจไม่เป็นไปตามที่ควร
แนวทางของศิริราชและ CDC ตรงกันว่า ถุงรองรับปัสสาวะควรอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ ไม่วางบนพื้น และสายต้องไม่พับงอหรือถูกกดทับ สำหรับผู้ป่วยติดเตียงจึงควรมีจุดแขวนถุงด้านข้างเตียงที่มั่นคง ไม่ให้ถุงแกว่ง ดึงรั้งสาย หรือสัมผัสพื้น
2. เช็กว่าสายไม่พับ ไม่ถูกกด และไม่ถูกดึง
บางครั้งผู้ดูแลเห็นปัสสาวะไม่ลงถุงแล้วคิดว่าถุงเต็มหรือสายตัน แต่สาเหตุง่าย ๆ อาจเป็นสายถูกพับอยู่ใต้ขา ถูกที่นอนกด หรือเกิดการหักงอ
ควรมองแนวสายจากผู้ป่วยไปจนถึงถุงเป็นระยะ โดยไม่ต้องถอดข้อต่อออกโดยไม่จำเป็น CDC แนะนำให้รักษาการไหลของปัสสาวะให้ไม่ถูกอุดกั้น และหลีกเลี่ยงการหักงอของสาย
3. ไม่ถอดสายออกจากถุงบ่อย ๆ
ระบบสายสวนควรเป็นระบบปิดให้มากที่สุด การถอดและต่อใหม่โดยไม่จำเป็นเพิ่มโอกาสปนเปื้อน CDC จึงแนะนำให้รักษา Closed Drainage System หลังใส่สายสวนแล้ว
ถ้าสายหลุด ข้อต่อเปิด ระบบรั่ว หรือไม่แน่ใจว่าส่วนใดปนเปื้อน ควรติดต่อบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรประกอบระบบใหม่เองจากการคาดเดา
วิธีเทปัสสาวะออกจากถุง ต้องทำอย่างไร
ส่วนนี้เป็นงานที่ผู้ดูแลมักต้องทำเป็นประจำ และทำได้โดยไม่ต้องถอดถุงออกจากสายสวน
1. ล้างมือก่อนจับถุง
เริ่มจากล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาด โดยเฉพาะก่อนสัมผัสวาล์วหรือบริเวณปลายถุง
2. เตรียมโถสุขภัณฑ์หรือภาชนะที่สะอาด
หากผู้ป่วยหลายคนใช้ภาชนะรองรับ ควรแยกของแต่ละคน ไม่ใช้ภาชนะเดียวกันร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาด
CDC แนะนำให้เทปัสสาวะลงภาชนะสะอาดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย และหลีกเลี่ยงการกระเด็น
3. เปิดวาล์วด้านล่างโดยไม่ให้ปลายแตะพื้นผิวอื่น
ถือปลายระบายไว้เหนือโถหรือภาชนะ และปล่อยให้ปัสสาวะไหลออกโดยไม่ให้ปลายวาล์วแตะขอบโถ พื้น หรือภาชนะ แนะนำหลักเดียวกัน คือไม่ให้ปลายถุงหรือช่องเปิดสัมผัสพื้นผิวในห้องน้ำ
4. ปิดวาล์วให้สนิทและล้างมืออีกครั้ง
เมื่อปัสสาวะออกหมดแล้ว ให้ปิดจุกหรือวาล์วตามรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ตรวจว่าไม่หยด ก่อนจัดถุงกลับเข้าตำแหน่งเดิม
หากโรงพยาบาลหรือผู้ผลิตให้วิธีทำความสะอาดปลายวาล์วเฉพาะรุ่น ควรทำตามคำแนะนำนั้น ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดต่าง ๆ เพิ่มเองโดยไม่ทราบว่าวัสดุรองรับหรือไม่
ถุงปัสสาวะเต็มทำอย่างไร ต้องรอให้เต็มก่อนหรือไม่
“ไม่ควรรอจนถุงตึงเต็ม”
เหตุผลไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำหนัก แต่ถุงที่หนักมากขึ้นยังสามารถดึงรั้งระบบสายสวนและทำให้ผู้ป่วยไม่สบายตัวได้ แนวทาง NHS สำหรับผู้ที่ใช้ถุงปัสสาวะที่บ้านแนะนำให้ระบายออกก่อนเต็ม โดยประมาณช่วงครึ่งถึงสามในสี่ของถุง ขณะที่หลักสำคัญของ CDC คือให้ระบายถุงอย่างสม่ำเสมอและไม่รบกวนระบบปิดโดยไม่จำเป็น
ดังนั้นผู้ดูแลไม่ต้องรอให้ปัสสาวะขึ้นถึงขอบถุง หากเห็นว่าปริมาณเริ่มมากแล้ว สามารถเตรียมเทออกตามวิธีที่ได้รับคำแนะนำจากโรงพยาบาลได้เลย
ถุงปัสสาวะควรเปลี่ยนกี่วัน
คำถามนี้ ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกถุงและทุกผู้ป่วย แนวทาง CDC ไม่แนะนำให้เปลี่ยนสายสวนหรือถุงระบายปัสสาวะแบบ indwelling ตามช่วงเวลาคงที่โดยอัตโนมัติ แต่ให้เปลี่ยนเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น ระบบอุดตัน มีการติดเชื้อ รั่ว หรือระบบปิดถูกเปิด/เสียความสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน ถุงชนิด Leg Bag บางประเภทอาจมีคำแนะนำจากผู้ผลิตหรือทีมรักษาให้เปลี่ยนตามรอบ สำหรับถุงปัสสาวะบางประเภท ผู้ผลิตหรือทีมรักษาอาจกำหนดรอบเปลี่ยนไว้ต่างกัน เช่น Leg Bag บางระบบมีคำแนะนำให้เปลี่ยนเป็นรายสัปดาห์ ขณะที่แนวทาง CDC ไม่แนะนำให้กำหนดรอบเปลี่ยนถุงในระบบสายสวนแบบเดียวกันสำหรับผู้ป่วยทุกคน ดังนั้นควรยึดชนิดอุปกรณ์ คำแนะนำจากโรงพยาบาล และผู้ผลิตเป็นหลัก
ดังนั้นคำตอบที่ปลอดภัยกว่าคือ
ดูชนิดถุง คำแนะนำของผู้ผลิต และแผนจากโรงพยาบาลของผู้ป่วยคนนั้นเป็นหลัก ไม่ควรตั้งรอบเปลี่ยนเองจากตัวเลขในอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว
ถุงที่สกปรก มีกลิ่นผิดปกติ รั่ว ชำรุด หรือระบบถูกเปิดโดยไม่ตั้งใจควรได้รับการประเมินก่อนกำหนดเดิม
วิธีทำความสะอาดถุงปัสสาวะ ต้องล้างทุกถุงไหม
ตรงนี้ต้องแยกก่อนว่า ถุงที่ใช้อยู่เป็นแบบใช้ครั้งเดียวหรือแบบที่ได้รับคำแนะนำให้นำกลับมาใช้ซ้ำ และไม่ควรนำถุงที่ออกแบบให้ใช้ครั้งเดียวมาล้างแล้วใช้ซ้ำเอง ส่วนถุงที่ทีมรักษาระบุว่าสามารถใช้ซ้ำได้ ควรทำตามวิธีทำความสะอาดของโรงพยาบาลหรือผู้ผลิต เพราะน้ำยา ความเข้มข้น และวิธีเก็บอาจแตกต่างตามอุปกรณ์
ถุงบางระบบสามารถใช้ร่วมกับ Leg Bag และถุงกลางคืนได้ แต่แต่ละรุ่นมีข้อกำหนดไม่เหมือนกัน ถ้าโรงพยาบาลไม่ได้ระบุว่าสามารถล้างและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ไม่ควรนำถุงแบบใช้ครั้งเดียวมาล้างใช้ซ้ำเอง ให้ยึดคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ผลิตอุปกรณ์เป็นหลัก
ถุงปัสสาวะไม่ไหลลงถุง ต้องเช็กอะไรก่อน
ถุงไม่มีปัสสาวะไม่ได้หมายความว่าสายตันเสมอไป ลองตรวจจุดพื้นฐานเหล่านี้ก่อน
หากจัดสายแล้วปัสสาวะยังไม่ไหล ไม่ควรสวน ล้าง หรือถอดสายเอง ควรติดต่อพยาบาลหรือโรงพยาบาลเพื่อประเมินว่าสายอุดตันหรือมีปัญหาอื่นหรือไม่
สี กลิ่น และปริมาณปัสสาวะในถุง บอกอะไรผู้ดูแลได้บ้าง
ข้อดีอย่างหนึ่งของ ถุงเก็บปัสสาวะผู้ป่วย คือผู้ดูแลสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะได้ค่อนข้างชัด แต่ไม่ควรวินิจฉัยโรคจากสีหรือกลิ่นเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ควรสังเกตคือ ความแตกต่างจากปกติของผู้ป่วย เช่น
- ปัสสาวะขุ่นขึ้นมาก
- กลิ่นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- มีเลือดหรือสีแดงผิดปกติ
- ปัสสาวะลดลงมากหรือไม่ออก
- ปริมาณเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ
- มีไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง หรือปวดบริเวณท้องน้อยร่วมด้วย
หากปัสสาวะเปลี่ยนไปจากเดิมร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง ปวดท้องน้อย ปัสสาวะไม่ไหล หรือผู้ป่วยมีอาการผิดปกติชัดเจน ควรติดต่อพยาบาลหรือสถานพยาบาลเพื่อประเมิน ไม่ควรสรุปสาเหตุจากสีหรือกลิ่นของปัสสาวะเพียงอย่างเดียว
ถ้าต้องการดูเรื่องสีปัสสาวะแยกเป็นแต่ละลักษณะ Sabaipers มีบท เช็กสีปัสสาวะและความผิดปกติที่ควรสังเกต สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบ แต่หากมีอาการผิดปกติร่วมด้วยควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน
ถุงฉี่ ผ้าอ้อม และแผ่นรองซับ ใช้แทนกันได้หรือไม่
สามอย่างนี้มีหน้าที่ไม่เหมือนกัน
– ถุงฉี่ผู้ป่วย
ใช้รองรับปัสสาวะที่ระบายผ่านระบบสายสวนหรืออุปกรณ์ระบายปัสสาวะ
– ผ้าอ้อมผู้ใหญ่
ใช้รองรับปัสสาวะหรือสิ่งขับถ่ายที่ออกมาตามธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ระบบสายสวนแต่มีปัญหาควบคุมการขับถ่าย
– แผ่นรองซับ
ใช้ปูบนเตียง เก้าอี้ หรือพื้นผิว เพื่อช่วยป้องกันของเหลวเปื้อนบริเวณนั้น
ผู้ป่วยติดเตียงบางคนอาจใช้มากกว่าหนึ่งอย่างร่วมกันตามสถานการณ์ เช่น มีถุงปัสสาวะแต่ยังใช้แผ่นรองซับเพื่อป้องกันเตียงเปื้อนในช่วงทำความสะอาด
หากผู้ป่วยไม่ได้ใช้สายสวนแต่ต้องมีคนช่วยเรื่องการขับถ่าย สามารถอ่านเรื่อง ผ้าอ้อมแบบแปะสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวได้น้อย หรือทำความเข้าใจ การใช้แผ่นรองซับบนเตียงผู้ป่วย เพิ่มเติมได้ ทั้งสองหัวข้อเป็นหน้าที่มีอยู่ในแผน Sabaipers และเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยติดเตียงโดยตรง
ผู้ดูแลควรจำอะไรเกี่ยวกับ Urine Bag ให้ได้ก่อนกลับบ้าน
ไม่ต้องจำศัพท์แพทย์ทั้งหมด แต่ควรรู้ 5 เรื่องนี้
- ถุงต้องอยู่ ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ
- สายต้อง ไม่พับ ไม่ถูกกด และไม่ดึงรั้ง
- ไม่ควรรอให้ถุงเต็มจนตึงก่อนเท
- ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสระบบ
- หากปัสสาวะหยุดไหล มีเลือด มีไข้ รั่ว หรือผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ ควรติดต่อทีมรักษา
หากโรงพยาบาลให้คู่มือหรือวิธีดูแลเฉพาะอุปกรณ์ของผู้ป่วย ให้ยึดคำแนะนำนั้นเป็นหลัก เพราะสายสวนและถุงปัสสาวะมีหลายระบบ
Sabaipers กับการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน
การดูแลเรื่องปัสสาวะของผู้ป่วยติดเตียงไม่ได้มีอุปกรณ์ชนิดเดียว ผู้ป่วยบางคนจำเป็นต้องใช้สายสวนและถุงปัสสาวะ ขณะที่บางคนเหมาะกับผ้าอ้อมหรืออุปกรณ์รองรับการขับถ่ายรูปแบบอื่น
ผู้ดูแลสามารถดูข้อมูลเรื่องการดูแลสุขอนามัยและอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยเพิ่มเติมได้จาก Sabaipers โดยควรเลือกอุปกรณ์ตามสภาพและคำแนะนำของทีมที่ดูแลผู้ป่วยจริง ไม่ควรเปลี่ยนจากถุงปัสสาวะเป็นผ้าอ้อมหรือถอดสายสวนด้วยตัวเองเพียงเพราะต้องการให้ดูแลง่ายขึ้น
สรุป ถุงฉี่ผู้ป่วยดูแลไม่ยาก แต่ต้องรักษาระบบให้สะอาดและไหลได้ตลอด
ถุงฉี่ผู้ป่วย เป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายปัสสาวะที่ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถรองรับและสังเกตปัสสาวะได้ สิ่งสำคัญคือวางถุงต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ ไม่ให้สายพับหรือดึงรั้ง เทปัสสาวะก่อนถุงเต็มมากเกินไป และลดการเปิดหรือถอดข้อต่อโดยไม่จำเป็น
ส่วนคำถามว่าถุงปัสสาวะควรเปลี่ยนกี่วัน หรือควรทำความสะอาดแบบไหน ไม่ควรใช้คำตอบเดียวกับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของถุง ระบบสายสวน และคำแนะนำของโรงพยาบาล หากพบความผิดปกติของปัสสาวะ ระบบไม่ไหล สายรั่ว หรือผู้ป่วยมีไข้และอาการผิดปกติ ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ตรวจมากกว่าพยายามแก้ระบบเอง
FAQ เกี่ยวกับถุงฉี่ผู้ป่วย
1. ถุงฉี่ผู้ป่วย คืออะไร?
คือถุงสำหรับรองรับปัสสาวะที่ระบายผ่านสายสวนหรือระบบระบายปัสสาวะจากร่างกาย โดยภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Urine Bag หรือ Urinary Drainage Bag
2. ถุงปัสสาวะควรวางตรงไหน?
ควรอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ และไม่ควรวางสัมผัสพื้น เพื่อช่วยให้ปัสสาวะไหลได้ต่อเนื่องและลดโอกาสไหลย้อนกลับ
3. ถุงปัสสาวะเต็มทำอย่างไร?
ไม่ควรรอให้เต็มจนตึง สามารถเทออกเมื่อปริมาณเริ่มมาก โดยแหล่งข้อมูลสำหรับ Leg Bag แนะนำช่วงประมาณหนึ่งในสามถึงครึ่งถุง
4. วิธีเทปัสสาวะออกจากถุง ต้องถอดสายออกไหม?
โดยทั่วไปไม่ต้องถอดสายสวนออกจากถุง สามารถเปิดวาล์วระบายบริเวณด้านล่างของถุงตามรูปแบบผลิตภัณฑ์ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ปลายวาล์วสัมผัสพื้นผิวสกปรก
5. ถุงปัสสาวะควรเปลี่ยนกี่วัน?
ไม่มีจำนวนวันที่เหมาะกับทุกระบบ CDC ไม่แนะนำการเปลี่ยนถุงแบบ indwelling ตามช่วงเวลาคงที่โดยไม่มีเหตุ แต่ควรเปลี่ยนเมื่อมีข้อบ่งชี้หรือทำตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์และทีมรักษา
6. ปัสสาวะไม่ไหลลงถุงทำอย่างไร?
เริ่มจากดูว่าถุงอยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะหรือไม่ และสายพับหรือถูกกดหรือเปล่า หากแก้ตำแหน่งแล้วปัสสาวะยังไม่ไหล ไม่ควรสวนหรือล้างสายเอง ควรติดต่อพยาบาลหรือโรงพยาบาล
7. ถุงปัสสาวะมีกลิ่นหรือปัสสาวะขุ่นอันตรายไหม?
กลิ่นหรือสีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ แต่ถ้ามีไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง ปวดท้องน้อย หรือผู้ป่วยมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรติดต่อบุคลากรทางการแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก | https://rakmor.com/product-category/medical-supplies/urine-bag/
ช่องทางติดต่อ
Sabaipers สบายเพิส แพมเพิสผู้สูงอายุ
Line ID :
Email :
Facebook :
Shopee :
Tiktok :

